เกจ์วัดเตือนสภาพที่รถของคุณควรมี

0
584
เกจ์วัดรถยนต์

เกจ์วัดเตือนสภาพที่รถของคุณควรมี


คำทรงจำกับความรอบคอบของคนเราบางทีก็มีความผิดพลาดบ้าง ดังนั้น เกจ์วัดต่างๆ ในรถยนต์ที่เป็นเครื่องหมายบ่งบอกสภาพบางอย่าง เพื่อเป็นการเตือนความจำของผู้ใช้รถจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น แผงหน้าปัด ที่มีตั้งแต่เกจ์บอกความเร็วรถ (speedometer) เกจ์บอกปริมาณน้ำมัน (fuel gauge) และไฟเตือนบอกความดันน้ำมันเครื่อง (oil pressure) แต่บางครั้งเมื่อใช้รถไปนานๆ ไฟเตือนเหล่านี้ก็มีอาการรวนบ้าง บางทีการบอกก็คลาดเคลื่อน หรือดับ ไม่บอกเสียเฉยๆ

มันเป็นเรื่องที่จำเป็น ดังนั้น ผู้ใช้รถจึงควรมีเครื่องมือบางประการที่สามารถแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนที่เกจ์วัดสำคัญๆ จะไม่ทำงาน ซึ่งตำแหน่งการติดตั้ง สำหรับอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ติดเพิ่มนั้น ควรวางไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ง่าย จุดที่เหมาะก็คือ ควรติดตามแนวยาวของหน้าปัดเดิม แต่ต้องระวัง ไม่ติดในตำแหน่งก้านพวงมาลัยบังอยู่ มาดูกันว่า เกจ์วัดเตือนสภาพอะไรบ้างที่ควรมีเพิ่มเติม


เกจ์วัดที่ควรมีเพิ่ม

เกจ์วัดรถยนต์

  1. แอมมิเตอร์ (Ammeter) ที่แสดงการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่หรือดิสชาร์จแบตเตอรี่ เป็นหลัก นอกจากนั้น ยังสามารถตรวจเช็คระบบไฟและวงจรอื่นๆ ได้อีก

1.1 การเช็คระบบการชาร์จไฟ ถ้าระบบการชาร์จไฟปกติ รวมถึงแบตเตอรี่สภาพดี ผู้ใช้รถสามารถเร่งเครื่องให้รถวิ่งประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเข็มของแอมมิเตอร์จะอยู่ระหว่าง 20 – 30 แอมแปร์ทางฝั่งบวก ต่อจากนั้นไม่นาน อัตราการเคลื่อนที่ของเข็มจะค่อยๆ ลดลง และเมื่อวิ่งไปไม่กี่กิโลเมตร เข็มจะอยู่ในช่วง 0-5 แอมแปร์ทางด้านบวก (charge) เมื่อรถวิ่ง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เข็มจะต้องไม่ชี้ไปทางลบ discharge เลย แม้ว่าจะมีการเปิดไฟหน้าและที่ปัดน้ำฝน ซึ่งถ้าเข็มเบนไปทางลบ ควรเช็คสายพานแล้วว่าอยู่ในสภาพตึงเพียงพอหรือไม่ ถ้าตึงก็ต้องเช็คเยนเนอเรเตอร์ (generator) หรือเช็คโวลเต็จต่อไป

1.2 การเช็คระบบไฟในรถ ไฟเลี้ยว วิธีเช็คคือ ให้เปิดสวิทช์ทิ้งไว้ โดยไม่ต้องสตาร์ทเครื่องและเปิดไฟเลี้ยวทีละข้าง พร้อมดูที่แอมมิเตอร์ ซึ่งกรณีนี้ เมื่อเปิดไฟเลี้ยวทีละข้าง ทั้งสองข้าง เข็มจะต้องชี้ด้านลบ discharge เท่ากัน แต่ถ้าพบว่าไม่เท่ากัน นั่นอาจหมายถึง หลอดไฟ สายไฟ หรือการต่อระบบลงดินไม่ดี

1.3 ที่ปัดน้ำฝน ทดสอบการทำงานโดยทำให้กระจกหน้าเปียกแล้วเปิดใช้งานที่ปัด เข็มของแอมมิเตอร์จะต้องอยู่คงที่ แต่เข็มจะขยับบ้างเล็กน้อย ขณะที่ที่ปัดน้ำฝนปัดไปถึงสุดข้างใดข้างหนึ่งแล้วสบัดกลับ แต่ถ้าทดสอบแล้วพบว่าเข็มสั่นตลอดเวลาหรือเข็มเคลื่อนไปในทางลบเรื่อยๆ แสดงว่าเมคแคนิซึม (mechanism) ของที่ปัดน้ำฝนพลาด


  1. เกจ์บอกสภาพของแบตเตอรี่ (Battery condition indicator) เพราะแอมมิเตอร์ไม่สามารถบอกได้ว่าแบตเตอรี่อยู่ในสภาพดีหรือไม่ ฉะนั้น เกจ์ที่จำเป็นอีกตัวหนึ่งจึงเป็น เกจ์บอกสภาพของแบตนี่เอง วิธีเช็คว่าแบตเตอรี่อยู่ในสภาพดีหรือไม่ ทำได้โดยใช้โวลท์มิเตอร์ หรือ battery condition indicator ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว indicator นี้จะมีขีดบอกค่าระหว่าง 11 – 15 โวลท์ โดยที่ช่วงต่ำกว่า 13 โวลท์ จะระบุว่าเป็น “off charge”  นั่นหมายถึงว่า ถ้าเปิดสวิทช์แล้วเข็มชี้อยู่ในช่วงต่ำกว่า 13 โวลท์แสดงว่าแบตเตอรี่นี้ให้แรงดันออกมาน้อยไป แต่ถ้าเมื่อขณะรถวิ่ง เข็มชี้บอกค่าเกิน 15 โวลท์ แสดงว่าชาร์จไฟมากไป หากแบตเตอรี่อยู่ในสภาพดี เข็มจะต้องชี้อยู่ระหว่าง 13 – 15 โวลท์เกจ์วัดรถยนต์

  1. เกจ์วัดความดันน้ำมันเครื่อง (Oil pressure guage) ความดันน้ำมันเครื่องปกตินั้น ขณะรถวิ่ง จะอยู่ระหว่าง 45 ถึง 60 psi หากสตาร์ทเครื่องแล้วจอดอยู่เฉยๆ ความดันจะอยู่ระหว่าง 20 ถึง 25 psi จึงนับว่าปกติ แต่โดยปกติในรถส่วนมากจะมีไฟเตือนเมื่อความดันของน้ำมันเครื่องตกลงถึงประมาณ 5-10 psi  ทั้งที่ในระหว่างที่ความดันกำลังตกลงมาเรื่อยๆ นั้นก็มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายแล้ว ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นอยู่เช่นกันที่ควรจะมีเกจ์วัดความดันน้ำมันเครื่องเอาไว้ เพื่อเตือนในระหว่างที่ความดันตกลงมายังไม่ถึงขีดที่จะมีไฟเตือน เมื่อติดเจ้าเครื่องนี้เอาไว้ ก็จะทราบทุกระยะที่ความดันตก ซึ่งเมื่อพบความผิดปกติดังกล่าวควรหยุดเครื่องแล้วสำรวจดูปริมาณน้ำมันเครื่อง รวมถึงดูว่าน้ำมันเครื่องยังสะอาดอยู่หรือไม่ แต่บางครั้งถ้าเครื่องเย็น เข็มอาจจะชี้สูงกว่าปกติ จึงไม่ควรเร่งเครื่องมากเกินไป ให้รอให้เข็มชี้อยู่ในช่วงปกติก่อน

  1. เกจ์ความร้อน (Water temperature gauge) หลังจากสตาร์ทเครื่องและวิ่งไปประมาณ 4 กิโลเมตร เข็มความร้อนควรอยู่ในอุณหภูมิระหว่าง 80-85 องศา อาจมากกว่านี้แต่ต้องไม่ถึงขีดแดง ดังนั้น หากพบว่าเกจ์วัดความร้อนเตือนว่าอุณหภูมิสูงเกินปกติ ควรหยุดและสำรวจหม้อน้ำ เพราะการที่เทอร์โมสตัทยังทำงานปกติ แต่อุณหภูมิสูงเกินปกติอาจเป็นเพราะสายพานขาด หรือหม้อน้ำรั่วหรือฝาครอบพัดลมแตกก็เป็นได้ วิธีแก้ไขทำได้โดย ปล่อยให้เครื่องเย็นลงก่อนเติมน้ำลงไปในหม้อน้ำ

  2. เกย์วัดรอบ (Tachometer) อุปกรณ์ตัวนี้ช่วยชี้จำนวนรอบของเพลาข้อเหวี่ยง(crankshaft) ต่อนาที ซึ่งให้ความละเอียดมากกว่าเกจ์วัดที่ติดมากับรถ การติดเกจ์วัดรอบนี้จะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ได้เหมาะสมกับความเร็วของรถมากขึ้น ทำให้ไม่เกิดกรณีขับรถลากเกียร์ซึ่งมีผลต่อการทำงานของเพลาข้อเหวี่ยง โดยปกติแล้วช่วงการเปลี่ยนเกียร์คือ ช่วงที่จำนวนรอบของเพลาข้อเหวี่ยงอยู่ที่ 2,000-3,000 รอบต่อนาที แต่ก็ต้องดูรถแต่ละคันด้วย เนื่องจากมีค่ารอบไม่เท่ากัน ทั้งนี้ให้ดู specification ของรถที่ใช้เป็นหลัก      กรณีที่รอบเครื่องสูงเกินไปจนผิดปกติอาจเนื่องจากมีการเร่งหรือลากเกียร์ เกจ์วัดรอบนี้จะอยู่ในช่วงขีดเป็นสีแดงเป็นการเตือนว่า ควรเปลี่ยนเกียร์ได้แล้ว การเลือกใช้เกียร์ที่เหมาะกับความเร็วของรถนั้น ช่วยถนอมอายุการใช้รถให้นานขึ้น

  1. เกจ์วัดสูญญากาศ (Vacuum guage) อุปกรณ์ตัวนี้บอกให้รู้สภาพของเครื่องยนต์ ด้วยมาตราเป็นนิ้วปรอท (in-Hg) โดยบอกเป็นค่าความแตกต่างระหว่างแรงดันอากาศข้างนอกและภายในท่อดี (inlet manifold)ส่วนใหญ่มักใช้สีเป็นเครื่องหมายบอกสภาพ เช่น

– สีเขียว อยู่ในช่วง 17-21 in-Hg  เมื่อสตาร์ทเครื่องโดยที่รถยังจอดอยู่เฉยๆ จะอยู่ในช่วงนี้

– สีน้ำเงิน อยู่ในช่วง 10-18 in-Hg รถที่กำลังวิ่งมักมีความต่างระหว่างแรงดันอากาศอยู่ในช่วงนี้ และยิ่งตัวเลขสูงยิ่งดี หากรถกำลังวิ่ง แต่เข็มชี้ของเกจ์วัดสุญญากาศกลับต่ำกว่าที่กล่าวมา นั่นแสดงว่าตั้งอ่อนไป หรือ compression ratio ลดลง แต่ที่มีอันตรายกว่านั้นคือ กรณีที่เข็มส่ายไปมา เพราะนั่นหมายถึง การจุดระเบิดผิดพลาดหรือไม่ระเบิด หรือแรงดันของลูกสูบลดลง และถ้าเข็มต่ำมากๆ คะเนได้ว่าท่อไอดีรั่ว


นอกจากนี้ ช่วงของเข็มเกจ์วัดสุญญากาศ ยังสามารถบอกสภาพอื่นๆ ได้ดังนี้

  1. เข็มสั่นอย่างเร็ว ในช่วง 14 และ 19 in-Hg แสดงว่า valve guide ลึก
  2. เข็มชี้ต่ำกว่า 3 – 5 in-Hg แสดงว่า หน้าทองขาว (contact breaker) ลึก
  3. เข็มต่ำกว่า 5 in-Hg และไม่สั่น แสดงว่า ท่อไอดี หรือปะเก็นคาร์บิวเรเตอร์รั่ว
  4. เข็มชี้ที่ 0 และหมุนไป 22 in-Hg แสดงว่า แหวนลูกสูบสึกหรอ
  5. เข็มแกว่งไปมาในช่วง 5 ถึง 19 in-Hg มีความเป็นไปได้ว่า แรงดันในห้องเผาไหม้ลดลงมากกว่า 1 สูบขึ้นไป
  6. เข็มอยู่ในช่วง 8 ถึง 14 in-Hg แสดงว่า valve timing ผิดพลาด
  7. เข็มสั่นไปมาขณะเร่งเครื่อง แสดงว่า สปริงวาล์วอ่อน
  8. เข็มชี้สูงผิดปกติ คืออยู่ในช่วง 17-21 in-Hg แสดงว่า ไส้หม้อกรองอากาศสกปรก

เกจ์วัดสภาพที่สามารถเตือนให้ผู้ใช้รถได้รู้สภาพที่แท้จริงของรถอย่างละเอียดหลายอุปกรณ์ เป็นเรื่องที่ดีสำหรับการใช้รถอย่างไม่ประมาท ทำให้สามารถแก้ไขเหตุขัดข้องได้ก่อนที่ปัญหาใหญ่จะตามมา การลงทุนติดเพิ่ม จึงนับว่าเป็นเรื่องจำเป็นไม่น้อย

LEAVE A REPLY