ประโยชน์ของ OVER DRIVE

0
704
Over drive

OVER DRIVE ประโยชน์เเละการทำงาน


ก่อนที่จะรู้ถึงประโยชน์ของ Over drive Ratio ว่ามีอะไรบ้าง มาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าว่า Over drive Ratio คืออะไร ดูเหมือนต้องอาศัยมีความรู้พื้นฐานในเรื่องเครื่องยนต์กลไกสักหน่อยจึงจะสามารถทำความรู้จักและเข้าใจถึงระบบได้

Over drive Ratio คือ “อัตราทดเฟืองเกียร์ที่ทำให้เพลากลางหมุนได้เร็วกว่าเพลาขับตัวเมนของเกียร์” ประโยชน์คือ ช่วยให้ใช้รองเครื่องต่ำลงและรถวิ่งได้เร็วขึ้น ความหมายคือ เฟืองเกียร์ที่มีอัตราทดต่ำกว่า 1 นั้นเป็นเกียร์ Overdrive แต่ผลการทำงานนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังเครื่อง อัตราทดเฟืองท้ายเส้นรอบวงยาง น้ำหนักและรูปทรงของรถประกอบกัน

ถ้าจะอธิบายคำว่าเกียร์ Over drive ให้คนที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ปกติ รถยนต์เกียร์ออโต้จะมีปุ่มเปิด-ปิด O/D นั่นคือ การเปิดปิดเกียร์สูงสุดที่มีว่า จะใช้หรือไม่ใช้เกียร์สูงสุดนั่นเอง เช่น ถ้ารถดังกล่าวมีเกียร์ 4 จังหวะ หากปิดเกียร์ Overdrive คือ ปิดเกียร์สูงสุดของรถ นั่นหมายถึง ขณะขับรถ เกียร์จะปรับเปลี่ยนอยู่ระหว่างเกียร์ 1-2-3 เท่านั้น ไม่ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วสูงแค่ไหน ก็จะไม่ไปเกียร์ 4 เพราะมีการปิด O/D เอาไว้นั่นเอง

ในทำนองเดียวกัน ถ้ารถมีเกียร์ 5 จังหวะ  หากปิดเกียร์ O/D Off คือ ปิดเกียร์สูงสุดของรถ ก็คือปิดเกียร์ 5 เอาไว้ ระหว่างรถวิ่งเกียร์ของรถก็จะปรับเปลี่ยนอยู่ระหว่างเกียร์ 1-2-3-4 นั่นเอง

อธิบายด้วยคำง่ายๆ อย่างนี้ คิดว่าคงเข้าใจได้มากขึ้น


จุดประสงค์ของการใช้งาน เกียร์ O/D

Over drive

 

ในการขับเคลื่อนด้วยความเร็วที่เท่ากัน เกียร์โอเวอร์ไดรว์จะช่วยลดรอบเครื่องยนต์ให้ทำงานน้อยลงกว่าเกียร์อัตราทดปกติ มีผลที่ให้ใช้เชื้อเพลิงน้อยลงและช่วยลดความสึกหรอของเครื่องยนต์ มาลองดูตัวอย่างว่า ช่วยประหยัดอย่างไรเมื่อเปิดใช้เกียร์  O/D ใช้เกียร์สูงสุดที่รถยนต์นั้นมี


ตัวอย่างเช่น รถยนต์คันหนึ่งมีเกียร์ 5 จังหวะ คือเกียร์ 1-เกียร์ 5 เกียร์สูงสุดคือ เกียร์ 5 ถ้าปิดเกียร์ O/D Off เอาไว้รถจะวิ่งสูงสุดแค่เกียร์ 4 แต่ถ้าเปิด รถจะปรับเปลี่ยนไปถึงเกียร์ 5 ซึ่งเกียร์ 4 และเกียร์ 5 นั้นมีรอบเครื่องที่แตกต่างกันในความเร็วเท่ากัน ดังนี้

หากขับรถด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเหมือนๆ กัน หากใช้เกียร์ 4 รถจะมีอัตราทดเกียร์ 1.000 ใช้รอบเครื่อง 3,400 รอบต่อนาที แต่พอใช้เกียร์ 5 ที่มีอัตราทดเพียง 0.850 ใช้รอบเครื่องรถยนต์เพียงแค่ 2,800 รอบต่อนาที นั่นคือ ในอัตราความเร็วขณะขับเท่ากัน รถที่วิ่งด้วยเกียร์ 5 จะมีความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยกว่ารถที่วิ่งเกียร์ 4 เพราะมีรอบการทำงานของเครื่องยนต์ที่น้อยกว่า ความต่างระหว่าง  3,400 และ 2,800 รอบต่อนาที

แต่ในความประหยัดนั้น ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า รถต้องวิ่งด้วยความเร็วคงที่ เพราะว่า ถ้าในระหว่างที่ขับนั้นมีการเร่งเครื่องเพื่อแซงรถคันอื่น รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงความเร็วบ่อย ๆ ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็อาจไม่ประหยัดอย่างที่คาดหวัง เหตุผลก็คือ เกียร์ 5 มีอัตราเร่งน้อยกว่า เกียร์ 4 เมื่อต้องการเร่งเครื่องเพื่อจะแซงคันหน้าให้ได้ ก็หมายความว่า ผู้ขับจะต้องกดคันเร่งลึกกว่าและนานกว่าแซงขณะใช้เกียร์ 4 เพื่อเรียกแรงม้าแรงบิดออกมาใช้งาน หากจะเปรียบเทียบกรณีคล้ายๆ กันก็จะเหมือนกับตอนออกรถซึ่งปกติต้องใช้เกียร์ 1 เพราะแค่กดคันเร่งเบา ๆ ก็ออกตัวได้แล้ว แต่ถ้าใครคิดจะออกรถด้วยเกียร์ 3 ก็ต้องกดคันเร่งให้ลึกกว่าเดิม เพราะว่าเกียร์ 3 มีอัตราทดต่ำกว่าและใช้รอบเครื่องน้อยกว่าเกียร์ 1 ในความเร็วเท่ากันนั่นเอง และถ้าออกรถด้วยเกียร์ 3 ก็มีผลทำให้เครื่องมีการสึกหรอมากกว่าออกรถด้วยเกียร์ 1 ที่มีรอบเครื่องมากกว่า      จึงพึงตระหนักว่าเกียร์ O/D จะใช้ได้ดีต่อเมื่อ ขับรถด้วยอัตราความเร็วคงที่เท่านั้น ส่วนจะใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุดตอนไหน อย่างไร ดูรายละเอียดต่อไป


การใช้ OVER DRIVE ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

Over drive

จากหัวข้อก่อน ทำให้เราทราบว่า ของดี มีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อใช้ถูกที่ ถูกเวลา หัวข้อนี้จึงเจาะข้อมูลจุดที่ใช้ประโยชน์จาก Overdrive ให้ได้ผลเต็มที่ที่สุด ต้องใช้ตอนไหน อย่างไร

  1. ต้องใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพการจราจร เนื่องจาก O/D จะดีที่สุดเมื่อรถมีความเร็วคงที่ จึงเหมาะสำหรับการเดินทางไกลที่รถไม่พลุกพล่าน ไม่ต้องมีการต้องเร่งเพื่อแซง การขับรถในเมืองหลวงที่จราจรติดขัด ต้องขับๆ หยุดๆ ไม่เหมาะที่จะใช้เกียร์ Overdrive อีกอย่างหนึ่ง การขับรถในเมืองนั้นมักใช้ความเร็วต่ำ เหมาะกับเกียร์อัตโนมัติที่มีปุ่มเปิด-ปิดมากกว่า ควรเลือกปิด Overdrive (O/D off)แต่ถ้าขับรถในที่โล่ง สามารถใช้ความเร็วมากกว่า 60-80 กม./ชม. จึงเปิดใช้ O/D จะประหยัดขึ้น แต่ก็มีข้อน่าสังเกตว่า ในรถบางรุ่น ต่อให้รถความเร็วตกลงถึง 40กม./ชม. ก็ยังไม่เปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติมาเป็นเกียร์ต่ำเลย  ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ทำให้ต้องเพิ่มแรงบิด เปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น

  2. ขณะขับแซงรถคันอื่น หากที่ผ่านมาใช้เกียร์ Overdrive อยู่ เมื่อจะแซงรถคันข้างหน้า ต้องกดเปลี่ยนมาเป็น O/D off  ก่อน จะได้ไม่ต้องกดคันเร่งให้จม พอแซงได้พ้นแล้ว จึงเปิด O/D on เหมือนเดิม หากทำได้เช่นนี้ จะทำให้การขับรถราบรื่น แซงได้ปลอดภัยและประหยัดด้วย เพราะการกดคันเร่งลึกเพื่อให้เกียร์ Kick Down นั้น เครื่องยนต์จะมีรอบสูง อัตราเร่งรุนแรงและกระชากเกินไป ผลคือ มีความเสี่ยงต่ออันตรายและนำไปสู่การสึกหรอและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงด้วย

การใช้ Over drive ในที่คับขัน

เนื่องจากเกียร์ O/D มีอัตราทดเกียร์ต่ำ ทำให้เครื่องยนต์ไม่มีเอนจิ้นเบรก  เวลาเบรกรถจึงต้องใช้ระยะเบรกยาวกว่าปกติ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยเวลาขับรถ เมื่อถึงจุดคับขัน ที่มีการปรับเปลี่ยนระดับเช่น ขับลงทางลาด ลงสะพาน หรืออยู่ในจุดบอดไม่เห็นทางข้างหน้า ผู้ขับควรขับด้วยเกียร์ต่ำ นั่นคือ ควรปิด OD off  เพื่อลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ โดยเฉพาะกรณีต้องขับรถทางโค้งด้วยความเร็ว ยิ่งต้องปิดการใช้งาน O/D เพื่อให้รถทรงตัวได้ดีขึ้น เพราะสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของรถและเร่งเครื่องรถเพื่อให้พ้นจากโค้งได้รวดเร็วและปลอดภัย ตลอดจนหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องเบรกหรือชะลอรถ ก็ทำได้แบบคล่องตัวเพราะควบคุมการเบรกได้ดีกว่าใช้ Overdrive

ของดี ต้องใช้ และใช้อย่างปลอดภัยเมื่อมีความรู้จริง

LEAVE A REPLY