ประกันภัยรถยนต์ ถึงเวลาที่ต้องเลือก

0
610
ประกันภัย รถยนต์

ประกันภัย รถยนต์ ถึงเวลาที่ต้องเลือก


หากใช้คำอินเทรนด์คงต้องบอกว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง” จุดที่การขับรถยนต์บนท้องถนน มีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งจากอุบัติเหตุ และจากความตั้งใจ เพราะหลายครั้งที่เราได้เห็นคลิป การขับรถชนรถของคนอื่นอย่างตั้งใจ ด้วยอารมณ์โกรธ จากจุดขัดใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่คนใช้รถกลับมีความเครียดสะสม ระบายอารมณ์ด้วยการทำลายทรัพย์ของคนอื่นอย่างตั้งใจ ฉะนั้น สำหรับคนที่มีรถยนต์แล้ว ยังไงก็ต้องซื้อประกันภัยเอาไว้ เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงที่เกิดได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

เวลาเกิดอุบัติเหตุ คู่กรณีมักไถ่ถามกันก่อนว่า รถมีประกันมั้ย ซึ่งความหมายนั้น มักจะหมายถึง การประกันภัยรถยนต์ที่เจ้าของรถเลือกที่จะทำไว้เอง เนื่องจากตามพรบ.จราจร กำหนดให้รถยนต์ทุกคันต้องทำประกันภัย ซึ่งเราเรียกว่า “ประกันพรบ.” กฎหมายบังคับเอาไว้เพื่อคุ้มครองประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากรถยนต์ เพื่อเป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลอื่นว่าจะได้รับค่ารักษาคนเจ็บแน่นอน การประกันประเภทนี้ พรบ.จะกำหนดอัตราเอาไว้ตามประเภทของรถ

ประกันภัย รถยนต์

แต่ที่จะได้กล่าวรายละเอียดในบทความนี้เป็นประกันภัยรถยนต์ประเภทสมัครใจ คือ เจ้าของรถเลือกที่จะทำประกันเพิ่มเติม ส่วนใหญ่เป็นหลักประกันให้ตัวเอง หากเกิดอุบัติเหตุทำให้รถเสียหาย จะมีประกันช่วยจ่ายค่าซ่อม ทั้งของตัวเองและคู่กรณีตามเงื่อนไขประกันที่เลือก

ประกันภัยรถยนต์ มีหลายแบบ และแต่ละแบบมีเบี้ยประกันและความคุ้มครองที่ต่างกัน เมื่อต้องตัดสินใจทำประกัน มาดูข้อดี จุดด้อยของประกันแต่ละประเภทก่อนตัดสินใจดีกว่า


ประกันภัย รถยนต์ ชั้น 1นับเป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองสูงสุดในบรรดาประกันภัยรถยนต์ทั้งหมด การประกันภัยประเภทนี้จะคุ้มครอง 100% และไม่ได้จำกัดว่า จะต้องเป็นรถใหม่ป้ายแดงเท่านั้น แม้ รถมือสองหรือมีรถยนต์ที่อายุไม่เกิน 10 ปี ก็สามารถทำประกันประเภทนี้ เพียงแต่มีเงื่อนไขแตกต่างจากรถใหม่ป้แดง ทั้งในเรื่องของเบี้ยประกัน และความคุ้มครองที่จะได้รับ

ประกันรถยนต์ประเภทนี้ จะคุ้มครองทุกเรื่องตั้งแต่รถเฉี่ยว ชน มีรอยขีดข่วน กระจกแตก รถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ประกันประเภทนี้ แม้ไม่มีคู่กรณี เช่น ขับรถชนสิ่งกีดขวางเอง ก็ได้รับชดเชยจากประกัน จึงเหมาะมากกับกลุ่ม “มือใหม่หัดขับ” และแน่นอนว่า เมื่อคุ้มครองทุกเรื่อง เบี้ยประกันจึงสูงตามไปด้วย

 การประกันภัยชั้น 1 นั้น ผู้ประกันจะได้รับความคุ้มครอง ในเรื่องต่อไปนี้คือ

  1. คุ้มครองความเสียหายทั้งต่อชีวิตและอนามัยของบุคคลภายนอก
  2. คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก
  3. คุ้มครอง ซ่อมรถที่ทำประกัน
  4. คุ้มครอง รถหาย หรือไฟไหม้ ในจำนวนตามอัตราที่ทำประกันเอาไว้

ดังกล่าวแล้วว่า ประกันภัยชั้นหนึ่งนั้น มีเบี้ยประกันสูงสักหน่อย กล่าวคือ อาจอยู่ที่ประมาณ 13,000 บาทขึ้นไป ความแตกต่างนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของรถ อายุการใช้งาน เงินชดเชยที่ต้องการ อีกทั้งประวัติการใช้รถว่ามีการเคลมประกันมาอย่างไรบ้าง บริษัทประกันจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงที่จะต้องชดเชยอย่างรอบคอบ เพราะคนขับแต่ละคนมีความระมัดระวัง และความสามารถในการขับรถต่างกัน

อนึ่ง การประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 ยังมีแยกย่อยลงไปเป็น ประกันภัยชั้น 1 แบบ Low Cost คือเบี้ยประกันถูกกว่า เป็นครึ่งต่อครึ่ง ความคุ้มครองโดยรวมเหมือนชั้น 1 ทุกอย่าง เพียงแต่ผู้ทำประกันจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเบื้องต้น  2,000-5,000 บาท/ครั้ง นั่นเอง


  1. ประกันภัย รถยนต์ ชั้น 2 พลัส (2+) การประกันภัยประเภทนี้จะได้รับความคุ้มครอง ในเรื่องต่อไปนี้คือ
  2. คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและอนามัยของบุคคลภายนอก
  3. คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก
  4. คุ้มครอง ซ่อมรถคันเอาประกัน แต่มีเงื่อนไขว่า จะต้องมีคู่กรณี และเป็นรถด้วยกันเท่านั้น
  5. คุ้มครอง รถหาย หรือไฟไหม้

การประกันภัยประเภทนี้ เบี้ยประกันจะถูกลงมาหน่อย คืออยู่ที่ประมาณ 7,200 – 12,000 ขึ้นอยู่กับการเลือกทุนประกัน

ประกันภัย รถยนต์


  1. ประกันภัย รถยนต์ ชั้น 3 พลัส (3+) ความคุ้มครองของประกันภัยประเภทนี้ จะคุ้มครองเฉพาะเคสคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกเท่านั้น และ
  2. คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและอนามัยของบุคคลภายนอก
  3. คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก

การประกันภัยประเภทนี้ บริษัทประกันจะไม่คุ้มครองรถของผู้ทำประกัน เจ้าของรถที่เลือกทำประกันประเภทนี้จึงมักเป็นเจ้าของรถที่สภาพเก่า หากเสียหายเล็กๆ น้อยๆ จะไม่สนใจซ่อม จึงทำประกันไว้เผื่อต้องรับผิดชอบรถหรือบุคคลที่ตนเองไปทำให้เสียหาย

เนื่องจากรับผิดชอบน้อย เบี้ยประกันประเภทนี้จึงถูกลง คือ ถ้าเป็นรถเก๋ง จะอยู่ที่ประมาณ 1,900 -2,500 บาท แต่ถ้าเป็นรถกระบะจะแพงกว่าอีกนิดคือ ประมาณ 2,800-3,500 บาท

4. ประกันภัยรถยนต์ ชั้น + ความคุ้มครอง ประกันภัยประเภทนี้ เน้นที่การคุ้มครอง ซึ่งคุ้มครองเรื่องต่อไปนี้

  1. คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและอนามัยของบุคคลภายนอก
  2. คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก
  3. คุ้มครอง ซ่อมรถที่ทำประกัน ภายใต้เงื่อนไขว่ามีคู่กรณีเป็นรถด้วยกัน และต้องระบุคู่กรณีได้ด้วย

สำหรับเบี้ยประกันของประกันภัยประเภทนี้  จะอยู่ที่ประมาณ 6,500 – 9,000 บาท


การทำประกันภัย รถยนต์นับเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนมีรถ เพราะมีคนช่วยเฉลี่ยความเสี่ยงหากเกิดอุบัติเหตุทางรถให้แก่ผู้เอาประกัน ดังนั้น เจ้าของรถจึงต้องพิจารณาเรื่องรายละเอียดให้ดีว่า คุณควรจะเลือกทำประกันภัยแบบไหน จึงจะเหมาะกับสภาพ ราคา รถของคุณ ตลอดจนเลือกเงื่อนไขที่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน โดยประเมินประสิทธิภาพในการขับรถของตัวเองประกอบด้วย

LEAVE A REPLY